React ออกเวอร์ชั่น 17.0 ไร้ฟีเจอร์ใหม่ แต่เปิดทางเก็บอัพเกรดบางส่วน

21 ตุลาคม 2020 19:43:39

โครงการ ReactJS ประกาศออกเวอร์ชั่น 17 ที่ระบุชัดว่าไม่มีฟีเจอร์ใหม่ แต่เป็นการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการอัพเกรดทีละส่วน และฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดถูกดันออกไปใน ReactJS 18

เดิมแอปที่พัฒนาด้วย ReactJS จะต้องอัพเกรดตัวเฟรมเวิร์คพร้อมกันทั้งแอป แต่หลายครั้งโค้ดบางส่วนไม่ได้พัฒนามานานทำให้ไม่สามารถอัพเกรดได้ ใน ReactJS 17 จะเปิดทางให้แอปสามารถดาวน์โหลด React เวอร์ชั่นเก่าขึ้นมาใช้งานบางส่วนได้ ทาง React เตรียมแอปสาธิตเอาไว้ โดยสามารถรัน React JS 17.0 ในแอปหลัก และรัน ReactJS 16.8 หรือเก่ากว่านั้นในบาง component ได้

โครงสร้างภายของ ReactJS 17 จะเปลี่ยนการ addEventListener ที่ document มาเป็นที่ root node แทน แนวทางนี้นอกจากรองรับการอัพเกรดบางส่วนแล้วยังแก้ปัญหาการทำงานกับแอปที่ไม่ใช่ ReactJS ลงด้วย

ที่มา - ReactJS

No Description

Readmore...

เฟซบุ๊กใช้ HTTP/3 เกิน 75% แล้ว แอปหน่วงน้อยลง, วิดีโอโหลดเร็วขึ้น

21 ตุลาคม 2020 19:23:26

เฟซบุ๊กรายงานถึงการย้ายโปรโตคอลไปยัง HTTP/3 หรือ QUIC ระบุว่าตอนนี้ทราฟิกของเฟซบุ๊กที่เชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตเป็น HTTP/3 มากกว่า 75% แล้ว หลังจากเฟซบุ๊กย้ายแอปให้เชื่อมต่อผ่าน HTTP/3 แทน

เฟซบุ๊กระบุว่าการโยกย้ายมายัง HTTP/3 เริ่มจากเซิร์ฟเวอร์ GraphQL ก่อน ความเร็วที่เพิ่มขึ้นทำให้อัตราการโหลดไม่สำเร็จลดลง 6% ระยะเวลาหน่วง (latency) ลดลง 20%, และขนาด header ลดลง 5% เทียบกับ HTTP/2 อย่างไรก็ดีตัวแอปเฟซบุ๊กนั้นพยายามคำนวณการดาวน์โหลดรูปจากความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูล ทำให้มีช่วงหนึ่งที่แอปพยายามดาวน์โหลดรูปมากเกินไปเพราะดาวน์โหลดข้อมูลได้เร็ว แต่เซิร์ฟเวอร์ดาวน์โหลดรูปยังคงเป็น HTTP แบบ TCP อยู่ ทำให้แอปโดยรวมช้าลง

หลังจากนั้นเฟซบุ๊กเริ่มเปิด HTTP/3 สำหรับการดาวน์โหลดวิดีโอ ทำให้ระยะเวลาโหลดบัฟเฟอร์ลดลง 22%, อัตราโหลดไม่สำเร็จลดลง 8%, อัตราวิดีโอกระตุกลดลง 20% แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่แอปคาดการณ์แบนวิดท์ผิดพลาดเนื่องจากพฤติกรรมการเชื่อมต่อต่างจาก TCP ปกติ ทำให้แอปเลือกวิดีโอคุณภาพสูงเกินกว่าที่เน็ตเวิร์ครองรับไหว

ตอนนี้เฟซบุ๊กใช้ HTTP/3 กับแอปเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมแล้วทั้งบน iOS และ Android โดยสุดท้ายแล้ว HTTP/3 จะกลายเป็นการเชื่อมต่อหลักแบบเดียวที่เฟซบุ๊กใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ที่มา - Facebook

No Description

โลโก้มาตรฐาน QUIC (HTTP/3) และ mvfast ไลบรารี HTTP/3 ของเฟซบุ๊กเอง

Readmore...

เฟซบุ๊กโอเพนซอร์สโมเดล AI แปลภาษารองรับ 100 ภาษา ใช้ข้อมูลภาษายอดนิยมเสริมคุณภาพการแปล

21 ตุลาคม 2020 18:59:14

เฟซบุ๊กประกาศเปิดซอร์ส M2M-100 โมเดล AI ที่สามารถแปลภาษาระหว่างคู่ภาษาต่างๆ จากจำนวนภาษา 100 ภาษา โดยไม่ต้องแปลผ่านภาษาอังกฤษเป็นหลัก

โมเดลปัญญาประดิษฐ์สำหรับแปลภาษาที่ต้องรองรับภาษาจำนวนมากๆ มักฝึกโมเดลโดยอาศัยภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง เช่น การแปลภาษาฝรั่งเศสไปยังภาษาจีน ก็มักจะฝึกแปลภาษาฝรั่งเศสไปยังภาษาอังกฤษ และฝึกแปลภาษาอังกฤษไปยังภาษาจีนอีกครั้งเนื่องจากชุดข้อมูลทั้งสองแบบมีปริมาณมากเพียงพอ แต่การแปลสองรอบก็ทำให้คุณภาพการแปลลดลงมาก

การฝึก M2M-100 อาศัยชุดข้อมูลที่เฟซบุ๊กสร้างขึ้นโดยจับกลุ่มภาษาเป็นภาษาที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน เช่น ภาษาไทยและภาษาลาว, ภาษาฝรั่งเศสและภาษาสเปน รวมทั้งหมด 100 ภาษาจับกลุ่มได้ 14 กลุ่มภาษา แต่บางกลุ่มภาษาก็ยังมีข้อมูลน้อยมาก ทำให้เฟซบุ๊กกำหนดภาษาเชื่อม (bridge language) มาอีก 26 ภาษา แล้วพยายามหาข้อมูลที่มีการแปลจากภาษาต่างๆ ไปยังภาษาเชื่อมเหล่านั้น เช่นภาษาสเปนเมื่อรวมเอาชุดข้อมูลจากภาษาในกลุ่มเดียวกันและภาษาเชื่อมแล้ว ปริมาณข้อมูลการแปลไปยังภาษาต่างๆ ก็แทบจะเท่ากับภาษาอังกฤษเลยทีเดียว โดยรวมแล้วชุดข้อมูลของ M2M-100 มี 7,500 ล้านคู่ประโยคที่แปลไปมา 2,200 ทิศทางการแปล แนวทางการหาข้อมูลการแปลภาษาในกลุ่มและการแปลไปยังภาษาเชื่อมเช่นนี้ทำให้ชุดข้อมูลมากกว่าการใช้เฉพาะข้อมูลการแปลไปยังภาษาอังกฤษประมาณ 5-10 เท่าตัว

โมเดลที่เฟซบุ๊กใช้งานมีขนาด 12,000 ล้านพารามิเตอร์ เฟซบุ๊กแสดงคุณภาพการแปลเทียบกับโมเดลเดิมที่เช่นชุดข้อมูลแปลภาษาผ่านภาษาอังกฤษเป็นหลัก การแปลในกลุ่มภาษาเดียวกันคะแนนดีขึ้นเฉลี่ย 7.6 BLEU และคะแนน BLEU โดยเฉลี่ยก็ยังดีกว่าโมเดล mBART ที่เฟซบุ๊กเสนอไว้เมื่อกลางปีที่ผ่านมาอยู่ 0.7 BLEU

เผื่อใครสงสัย แม้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแปลด้วยปัญญาประดิษฐ์ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความพยายามในการแปลภาษาที่มีข้อมูลน้อย แต่ควรตระหนักกว่าการฝึกปัญญาประดิษฐ์ด้วยข้อมูลน้อยก็ยังเป็นข้อจำกัดคุณภาพการแปลโดยรวม หลายครั้งชุดข้อมูลที่ได้จากการ mining นั้นผิดพลาดจนฝึกปัญญาประดิษฐ์ให้แปลข้อความบางประเภทผิดไปได้เสมอ แม้ว่าคะแนน BLEU โดยรวมจะดีขึ้นก็ตาม

ที่มา - Facebook

No Description

Readmore...

สรุปรีวิว iPhone 12 และ 12 Pro ดีขึ้นแทบทุกด้าน แต่แบตหมดไวขึ้นถ้าใช้ 5G

21 ตุลาคม 2020 13:39:52

iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ที่วางจำหน่ายก่อน Mini และ Pro Max เริ่มมีรีวิวออกมาแล้ว ในปีนี้ทั้งสองรุ่นมีข้อแตกต่างกันน้อยกว่า 11 และ 11 Pro เพราะ Apple ไม่ใช้ LCD อีกต่อไป แต่หันมาใช้หน้าจอ OLED แบบ Super Retina XDR ในมือถือทุกรุ่น พร้อมเพิ่มแม่เหล็ก MagSafe มาด้านหลังสำหรับการชาร์จไร้สายและอุปกรณ์เสริม ในตัวเครื่องดีไซน์ใหม่ ขอบเหลี่ยมคล้ายยุค iPhone 4 จนถึง 5s และมาพร้อมชิป A14 Bionic ที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิต 5 นาโนเมตร

โดยรวม iPhone 12 และ iPhone 12 Pro จะได้รับคำชมในด้านดีไซน์เป็นอย่างแรก สื่อส่วนใหญ่ชอบดีไซน์ขอบเหลี่ยมที่จับถนัดมือมากขึ้น ขอบจอของ 12 เล็กลงเมื่อเทียบกับ 11 เพราะเปลี่ยนจาก LCD มาเป็น OLED กระจกด้านหลังของ iPhone 12 เห็นรอยนิ้วมือได้ชัดกว่ากระจกสีขุ่นบนรุ่น Pro แต่ขอบของรุ่น Pro ที่เป็นสแตนเลสผิวมัน จะเห็นรอยนิ้วมือชัดกว่าของอะลูมิเนียมในรุ่นธรรมดา

กล้อง และวิดีโอ

ในด้านกล้อง ปีนี้กล้องหลักของ iPhone มีรูรับแสงกว้างขึ้นเป็น f/1.6 เทียบกับ f/1.8 ในปีที่แล้ว จากการทดสอบของเว็บไซต์ต่างๆ พบว่าถ่ายรูปในที่แสงน้อยดีขึ้นเล็กน้อย ไม่ถึงกับก้าวกระโดด แต่การที่ทุกเลนส์กล้องถ่าย Night Mode ได้ ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดี แม้กล้องหลักจะถ่ายยังถ่าย Night Mode ได้ดีที่สุดก็ตาม ส่วนกล้องอัลตร้าไวด์ ยังมีมุมมอง 120 องศา และรูรับแสง f/2.4 เหมือนเดิม

เลนส์เทเลบน 12 Pro เหมือนกับ 11 Pro ทุกประการ ส่วนเซ็นเซอร์ LiDAR ที่เพิ่มเข้ามา จะทำงานต่อเมื่อถ่ายภาพบุคคลใน Night Mode ซึ่ง The Verge ได้ทำการทดสอบ และพบว่าโฟกัสเร็วขึ้น เก็บรายละเอียดภาพได้เยอะขึ้นจริง และทำงานได้ลื่นไหลกว่าโหมดเดียวกันบน Pixel 5 กับอีกข้อดีคือช่วยให้ฟีเจอร์ในแอป Augmented Reality ทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังไม่มีประโยชน์อื่นให้เห็นชัดเจน อย่างน้อยก็ในช่วงนี้

ด้านการถ่ายวิดีโอ iPhone 12 และ 12 Pro ยังทำได้ดีเช่นเคย ภาพมีสีสด รายละเอียดครบถ้วน กั่นสั่น OIS ทำงานได้ดี ยิ่ง 4K HDR แบบ Dolby Vision ยิ่งเก็บรายละเอียดความมืดและสว่างของวิดีโอได้เป็นอย่างดีเมื่อดูบนจอมือถือ แต่อาจมีข้อจำกัดบ้างหากต้องการดูวิดีโอแบบ Dolby Vision บนจอใหญ่

iPhone 12 และ 12 Pro ถ่ายวิดีโอ HDR เป็นไฟล์ Dolby Vision Profile 8.4 ซึ่งเป็นระบบ Dolby Vision ที่ส่ง metadata ของ Dolby Vision ไปพร้อมกับ HLG แบบ 10 bit ทำให้สามารถเล่นวิดีโอไฟล์เดียวกันโดยไม่ต้องแยกเวอร์ชั่นได้บนทีวีที่ไม่รองรับ Dolby Vision โดยวิดีโอจะเล่นเป็น HLG หรือ SDR ตามที่ทีวีรองรับแทน (แต่หากทีวีรองรับทั้ง HLG และ Dolby Vision แต่ไม่รองรับ Profile 8.4 ก็จะเล่นเป็น HLG แทน จึงอาจต้องเช็คสเปกทีวีให้ดี)

อีกข้อจำกัดคือ iPhone 12 จะถ่าย 4K HDR แบบ Dolby Vision ได้ที่ 30fps เท่านั้น ต้องเป็น 12 Pro ถึงจะถ่ายได้แบบ 60fps เป็นอีกหนึ่งข้อแตกต่าง ระหว่างรุ่นธรรมดา กับ Pro

หน้าจอและประสิทธิภาพโดยรวม

ปีนี้ทั้งสองรุ่นใช้หน้าจอ Super Retina XDR ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 1170 x 2532 พิกเซลเท่ากัน และสื่อทุกสำนักก็ชื่นชมในด้านการแสดงสี contrast ratio และการรองรับ HDR รวมไปถึง Dolby Vision

แม้จะดูเหมือนหน้าจอไม่ต่างกัน แต่ความสว่างหน้าจอของ 12 จะสว่างน้อยกว่า 12 Pro เล็กน้อย โดย Apple ระบุบนเว็บไซต์ว่า iPhone 12 มีความสว่างสูงสุด 625 nits (Tom’s Guide ทดสอบได้ที่ 569 nits เมื่อตั้งค่าสูงสุด)

ส่วน iPhone 12 Pro จะมีความสว่างสูงสุดที่ 800 nits แต่ทั้งสองรุ่นมีความสว่างสูงสดในโหมด HDR เท่ากันที่ 1,200 nits รวมถึงสื่อทุกเจ้ามีข้อติเหมือนกันคือเสียดายที่หน้าจอ iPhone 12 ทั้งสองรุ่น ยังไม่เป็น 120Hz แบบใน iPad Pro หรือมือถือเรือธงฝั่ง Android หลายๆ รุ่น

ทั้ง 12 และ 12 Pro ใช้ชิป A14 Bionic เช่นเดียวกัน ซึ่งทำคะแนนชนะ Snapdragon 865 และ 865+ ได้เกือบทุกการทดสอบ แต่ Tom’s Guide ตั้งข้อสังเกตว่า การที่หน้าจอมีรีเฟรชเรตแค่ 60Hz อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่า iPhone 12 ช้ากว่ามือถือที่หน้าจอ 90Hz หรือ 120Hz ได้ แม้ฮาร์ดแวร์ภายในจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า

ข้อแตกต่างหลักของสเปกภายใน คือ 12 Pro มีแรม 6GB ขณะที่ 12 รุ่นธรรมดามีแรม 4GB ซึ่งแม้อาจยังไม่แตกต่างมากนักสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน แต่แรม 6GB บน 12 Pro น่าจะยืดอายุการใช้งานให้รองรับแอปในอนาคตได้ยาวนานกว่า และทำงานแบบมัลติแทสก์ได้ดีกว่า

แบตเตอรี่ และ 5G

ด้านแบตเตอรี่ในปีนี้ มีความเกี่ยวข้องกับการใช้งาน 5G ค่อนข้างมาก โดย The Verge ที่ทำการทดสอบ 5G ทั้งในรุ่น 12 และ 12 Pro พบว่าแบตเตอรี่ทั้งสองรุ่น ใช้งานได้น้อยลงกว่า iPhone 11 ทั้งสองรุ่น และ Nilay Patel ผู้รีวิว 12 Pro พบว่าแบตเหลือ 18% หลังทำการทดสอบ 5G อย่างหนักประมาณ 2.5 ชั่วโมง แต่ตอนที่เขาอยู่บ้านและใช้งานเพียง Wi-Fi ก็ยังสามารถใช้งานได้แบบเต็มวันอยู่

ส่วนในการทดสอบของ Tom’s Guide ที่ iPhone 11 เคยอยู่ได้ 11 ชั่วโมง 16 นาที ฝั่ง iPhone 12 นั้นอยู่ได้แค่ 8 ชั่วโมง 25 นาทีเท่านั้น แต่เมื่อปิด 5G จะอยู่ได้ 10 ชั่วโมง 23 นาที เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วน iPhone 12 Pro อยู่ได้ 9 ชั่วโมง 6 นาที เมื่อเปิด 5G และ 11 ชั่วโมง 24 นาที หากปิด 5G

การทดสอบ 5G สื่อหลายสำนักที่ทดสอบทั้งแบบ sub 6GHz พบว่าแม้จะมีความเร็วมากกว่า 4G LTE แต่ก็ยังแตกต่างกันไปตามพื้นที่ ตั้งแต่เร็วกว่าเล็กน้อย ไปจนถึงเร็วกว่าสองเท่า ส่วนแบบ mmWave แม้ในสหรัฐอเมริกาเองก็ยังมีพื้นที่ใช้งานน้อย และการขยับเพียงก้าวเดียวก็อาจทำให้สัญญาณหายได้ จากการทดสอบของ The Verge พบว่าการใช้งาน mmWave ทำให้เครื่องอุ่นขึ้นเล็กน้อย และกินแบตเตอรี่มากกว่า 5G ทั่วไป แต่ทำความเร็วได้ถึง 2 Gbps ในการทดสอบบน iPhone 12 Pro

จุดด้อยนี้ Apple พยายามแก้ไขโดยใส่ฟีเจอร์ Smart Data มาให้ โดยจะเปิดใช้ 5G เวลาจำเป็นเท่านั้น และการใช้งานในบ้านเราที่สัญญาณ 5G ยังมีน้อยอยู่ (และรุ่นบ้านเราจะไม่มีเสารับสัญญาณ mmWave) อาจทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานกว่าการทดสอบของสื่อต่างประเทศเล็กน้อย

ไม่แถมที่ชาร์จ พอร์ต Lightning เดิมๆ

สิ่งหนึ่งที่ทำเอา Apple ถูกมือถือฝั่ง Android หลายๆ เจ้าแซว ก็คือการไม่แถมที่ชาร์จและหูฟังมาในกล่องอีกต่อไป ซึ่งประเด็นเรื่องประหยัดพื้นที่ขนส่งเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมหรือประหยัดงบกันแน่ ยังคงเป็นที่ถกเถียง เช่นถ้า Apple อยากช่วยโลกจริง ทำไมไม่เปลี่ยนไปใช้ USB-C เพราะผู้ใช้จะสามารถใช้สายชาร์จและที่ชาร์จของอุปกรณ์อื่นที่มีอยู่แพร่หลานมาชาร์จได้ทันที

แต่ผลกระทบที่แน่นอนในตอนนี้ ตกมายังผู้บริโภคที่ไม่เคยใช้ iPhone มาก่อน หรือมีหัวชาร์จ Apple รุ่นเก่า ที่เป็น USB-A to Lightning หรือผู้ที่อยากชาร์จเร็วบน iPhone 12 และ 12 Pro ด้วยสาย USB-C to Lightning ที่คงต้องซื้อหัวชาร์จใหม่ ซึ่งแม้ Apple จะลดราคาทั้งหัวชาร์จ 20W และหูฟัง EarPods ลงมาเป็น 690 บาท จาก 1,190 บาทแล้ว แต่รวมกันสองอุปกรณ์ ก็เป็นมูลค่าถึง 1,380 บาทอยู่ดี

MagSafe

ในวิดีโอการทดสอบของ Marques Brownlee (MKBHD) พบว่าอุปกรณ์ชาร์จไร้สาย MagSafe ทำงานได้ดี ชาร์จไร้สายได้ 15W ตามที่โฆษณาและชาร์จผ่านเคสจาก Apple ที่ผลิตมาเพื่อ MagSafe โดยเฉพาะได้ แต่หากติดกระเป๋าบัตร MagSafe ไปอีกชั้นพร้อมกับเคส ก็จะชาร์จไม่ได้ นอกจากนี้ยังดูดติด และชาร์จ Pixel 5 ของเขาได้ ที่ 7.5W อีกด้วย

หนึ่งจุดที่ Marques เป็นห่วง คือแม่เหล็กของ MagSafe ไม่ได้ดูดแรงนัก และพบว่าตัวเครื่องหลุดจากที่ชาร์จไร้สายได้ง่ายๆ แค่เขย่าเบาๆ รวมถึงกระเป๋าบัตรที่ติดหลังตัวเครื่องก็อาจหลุดออกได้ตอนหยิบตัวเครื่องเข้าออกจากกระเป๋ากางเกง โดยเขาคาดหวังว่าผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อาจทำอุปกรณ์พร้อมแม่เหล็กที่มีกำลังสูงกว่านี้ออกมาในอนาคต

สรุป

ในภาพรวม iPhone 12 นั้น ถือเป็นการอัปเกรดจาก iPhone 11 หลายด้าน เช่นชิป A14 กล้องหลักที่รูรับแสงใหญ่ขึ้นและหน้าจอที่เปลี่ยนจาก LCD มาเป็น OLED (และขอบเล็กลง) แม้อายุการใช้งานแบตเตอรี่จะลดลงเพราะ 5G ก็ตาม

ส่วน iPhone 12 Pro เมื่อเทียบกับ 11 Pro อาจไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ก็จะได้หน้าจอที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ดีไซน์ใหม่ LiDAR สำหรับถ่ายภาพบุคคลในเวลากลางคืน และถ่ายวิดีโอ 4K HDR Dolby Vision แบบ 60 fps ซึ่งจะเพียงพอให้อัปเกรดมั้ย คงต้องใช้วิจารณญาณและพิจารณาราคากันอีกครั้ง

iPhone 12 กับ iPhone 12 Pro ในปีนี้มีข้อแตกต่างน้อยกว่าที่เคย เหลือเพียงกล้องเทเลที่เพิ่มมา หน้าจอที่สว่างกว่าเล็กน้อย เซ็นเซอร์ LiDAR แรมที่มากกว่าอยู่ 2GB ดีไซน์ แบตเตอรี่มากกว่าเล็กน้อย และการถ่ายวิดีโอแบบ 4K HDR Dolby Vision 60fps แต่สำหรับผู้ที่อยากประหยัดงบ ในปีที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี การมีข้อแตกต่างน้อยลงนี้อาจเป็นโอกาสดีที่จะซื้อรุ่นธรรมดาและได้หน้าจอ OLED แทนที่จะต้องจำใจซื้อรุ่นที่มีหน้าจอ LCD แบบปีที่แล้ว

อีกสองรุ่นที่จะออกมาภายหลัง iPhone 12 Mini ไม่ได้ต่างจากรุ่นธรรมดามากนัก นอกจากขนาดหน้าจอ 5.4 นิ้ว ส่วนใครที่อยากได้แบตที่อึดกว่า หรืออยากได้รุ่นจัดเต็มกว่านี้ อาจต้องรอ iPhone 12 Pro Max ที่นอกจากจะแบตเตอรี่จะมีความจุมากกว่า ยังมีกล้องหลักที่มีขนาดเซ็นเซอร์ใหญ่กว่า iPhone 12 Pro และมี sensor-shift OIS หรือระบบกันสั่นอยู่ที่ตัวเซ็นเซอร์แทนเลนส์ ทำให้ถ่ายภาพได้นิ่งกว่าอีกด้วย

คะแนนจากสื่อเจ้าต่างๆ

Readmore...

DeepMind โอเพ่นซอร์ส FermiNet โครงสร้าง neural network เพื่อเรียนรู้และจำลองการเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอน

21 ตุลาคม 2020 12:25:28

DeepMind บริษัทพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ภายใต้ Alphabet ประกาศโอเพ่นซอร์ส FermiNet โครงสร้าง neural network เพื่อจำลองการเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอน

ตามหลักของควอนตัมฟิสิกส์ อนุภาคอย่างอิเล็กตรอนไม่ได้มีตำแหน่งที่อยู่ที่ชัดเจน และโดยมากมักจะนิยมใช้กลุ่มเมฆความน่าจะเป็นเพื่อบ่งบอกโอกาสการพบอนุภาค ณ ตำแหน่งหนึ่ง และการอธิบายสถานะของควอนตัมเป็นสิ่งที่ท้าทายมากเพราะต้องนำค่าความน่าจะเป็นมาคำนวณเป็นค่าของตำแหน่งอิเล็กตรอนในรูปแบบของ wavefunction ที่มีค่าที่เป็นไปได้มากมายมหาศาล

ทีม DeepMind จึงคิดว่าจะนำ AI เข้ามาช่วยคำนวณในส่วนนี้ จากประสบการณ์ที่ neural network สามารถใช้งานกับฟังก์ชันหลายมิติได้ในปัญหาหลาย ๆ อย่างของ AI มาแล้ว neural network ก็น่าจะนำมาใช้กับ quantum wavefunction ได้เช่นกัน

ตัว FermiNet เป็นชื่อที่ย่อมาจาก Fermionic Neural Network โดยรวมแล้วจะเป็น neural network สำหรับเรียนรู้ ground state wavefunction ของอะตอมและโมเลกุลเพื่อใช้ในการทำโมเดลสถานะทางควอนตัมของอิเล็กตรอนจำนวนมาก โดยโมเดลอะตอมและโมเลกุลจาก FermiNet นี้ DeepMind บอกว่าแม่นยำเพียงพอที่จะนำไปใช้งานได้ และถือเป็นวิธีทาง neural network ในการจำลองอะตอมและโมเลกุลที่แม่นยำที่สุด ณ ตอนนี้

สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับโปรเจค FermiNet ได้ที่ GitHub

ที่มา - VentureBeat, DeepMind

No Description

Readmore...

Apple ถอดแอป Apple TV Remote ออกจาก App Store แล้ว ใช้งานผ่าน Control Center แทน

21 ตุลาคม 2020 10:35:34

แอปเปิลถอดแอป Apple TV Remote ออกไปจาก App Store โดยไม่มีการประกาศใด ๆ ซึ่งแอปนี้ใช้สำหรับควบคุม Apple TV ผ่าน iPhone หรือ iPad ทำงานได้เหมือนการใช้รีโมทควบคุม

การถอดแอปนี้ออกไม่ทำให้ผู้ใช้ iPhone, iPad มีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากแอปเปิลใส่คุณสมบัติ Apple TV Remote เข้ามาเป็นพื้นฐานตั้งแต่ iOS 12 แล้ว โดยสามารถเพิ่มคำสั่งได้ใน Control Center (ศูนย์ควบคุม)

เอกสารสนับสนุนล่าสุด แอปเปิลก็ระบุว่าการควบคุม Apple TV Remote ให้ทำผ่าน Control Center โดยไม่พูดถึงการดาวน์โหลดแอปแยกแต่อย่างใด

ที่มา: 9to5Mac

Apple TV

Topics: 
Readmore...

NSA เผยช่องโหว่ยอดนิยม 25 ตัว ที่แฮ็กเกอร์จีนนิยมสแกนดูว่ามีหรือไม่

21 ตุลาคม 2020 7:26:17

National Security Agency หรือ NSA หน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐ ออกรายงานรวมช่องโหว่ยอดนิยม 25 รายการ ที่มีข้อมูลว่าแฮ็กเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน (Chinese state-sponsored cyber actors) ชอบใช้งาน

ซอฟต์แวร์ที่มีช่องโหว่เหล่านี้มาจากหลากหลายบริษัท เช่น Pulse Secure VPN, F5 BIG-IP proxy, Citrix ADC, MobileIron, Adobe ColdFusion, Oracle WebLogic, Oracle Coherence, Atlassian Confluence 17, Zoho, Symantec Messaging Gateway, Cisco IOS XR รวมถึงช่องโหว่ของไมโครซอฟท์หลายตัว (ทั้ง Windows, Exchange) ตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดได้จากที่มา

ช่องโหว่ทั้ง 25 ตัวมีแพตช์จากผู้ผลิตซอฟต์แวร์อยู่แล้ว แต่ผู้ใช้งานซอฟต์แวร์อาจไม่ได้ติดตั้งแพตช์เหล่านี้ การที่มีรายชื่อจาก NSA ย่อมช่วยให้ผู้ที่ใช้ซอฟต์แวร์เหล่านี้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้นว่า ซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ได้ติดตั้งแพตช์ครบแล้วหรือไม่ อย่างน้อยก็สามารถลดโอกาสถูกโจมตีลง (บ้าง) เพราะเป็นช่องโหว่ยอดนิยมที่บรรดาแฮ็กเกอร์จะเข้ามาสแกนหาเป็นอันดับแรกๆ นั่นเอง

No Description

ที่มา - NSA, NSA (PDF), ZDNet

Topics: 
Readmore...

Netflix เตรียมดันโปรโมชั่นใหม่ในอินเดีย ใช้งานช่วงวันหยุดได้ฟรี

21 ตุลาคม 2020 7:08:19

ในการประกาศผลประกอบการประจำไตรมาสของ Netflix เริ่มมองเห็นการชะลอตัวของผู้ใช้งานรายใหม่ ซึ่งในการประกาศได้เผยกลยุทธ์เพิ่มเติมที่จะทำให้ Netflix เข้าถึงกลุ่มคนมากขึ้น เตรียมทดสอบให้เข้าใช้งาน Netflix ฟรีในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยจะเริ่มที่อินเดียก่อน

Greg Peters ซีโอโอ ระบุว่า การให้ทุกคนในประเทศอินเดียได้เข้าถึง Netflix ฟรีในช่วงสุดสัปดาห์ อาจเป็นวิธีที่ดีในการเปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่เคยใช้งาน Netflix ได้ทดลองใช้ และหวังว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทะเบียนใช้งานได้มากขึ้น

อินเดียถือเป็นตลาดใหญ่ของสตรีมมิ่ง มีผู้เล่นรายใหญ่หลายรายทั้งดิสนีย์, Amazon และ Netflix เองก็ดันแพ็กเกจราคาถูกเพื่อใช้งานในอินเดียโดยเฉพาะ เพื่อดึงดูดคนมาใช้งาน อย่างไรก็ตามทาง Netflix ไม่ได้บอกว่าจะเริ่มทดสอบดูฟรีในวันหยุดเมื่อไร

alt='Netflix'

ที่มา - TechCrunch

Readmore...

Galaxy S20 FE ทำให้ผู้บริโภคแทบไม่เหลือเหตุผลให้ซื้อ S20+ ในปีนี้

21 ตุลาคม 2020 6:55:02

Galaxy S20 FE มือถือเรือธงราคาเป็นมิตรของ Samsung ปีนี้ อาจกลายมาเป็นมือถือนักฆ่าเรือธงเสียเอง แต่น่าสนใจที่เรือธงเหล่านั้น อาจรวมถึงมือถือ Samsung รุ่นอื่น เช่น S20+ ด้วย ซึ่งแม้ดูน่าสนใจในช่วงแรกที่เครื่องออก และมีราคาถูกกว่า S20 Ultra พอสมควร แต่เมื่อ S20 FE ที่ราคาถูกกว่า (ตอนนี้รุ่น 5G เหลือ 21,510 บาท) เปิดตัวออกมา ทำให้ S20+ แทบจะไม่มีข้อดึงดูดเหลืออีกต่อไป

S20 FE มีขนาดหน้าจอเล็กกว่า S20+ แค่ 0.2 นิ้ว เป็นหน้าจอ 120Hz เช่นกัน กล้องหลักตัวเดียวกับ S20 และ S20+ แถม S20 FE รุ่น 5G ยังได้ Snapdragon 865 แม้ในประเทศที่ S20 รุ่นอื่นเป็น Exynos 990 ทั้งสองรุ่นรองรับการเชื่อมต่อ DeX แบบไร้สาย รองรับชาร์จไร้สาย แบตเตอรี่ 4,500 mAh กันน้ำ IP68 และรองรับชาร์จมีสายสูงสุด 25W เท่ากัน

สิ่งที่ S20 FE ด้อยกว่า คือหน้าจอสว่างไม่เท่า และไม่รองรับ HDR10+ ฝาหลัง S20 FE เป็นพลาสติก ไม่แถมหูฟัง แถมที่ชาร์จแค่ 15W และมีผู้พบปัญหาเกี่ยวกับจอสัมผัส คาดว่าจะแก้ได้ด้วยการอัปเดต แต่หากเป็นปัญหาที่ฮาร์ดแวร์ ก็น่าจะครอบคลุมในประกัน (แต่ก็จะเสียเวลาส่งเคลม)

ถือว่าข้อแตกต่างเป็นจุดเล็กๆ ที่ไม่น่าส่งผลต่อการใช้งานมากนัก แค่ได้ชิป Snapdragon 865 แทน Exynos 990 ก็อาจทำให้หลายๆ คนในบ้านเราตัดสินใจซื้อ S20 FE แทน Samsung Galaxy ที่ราคาใกล้เคียงกันรุ่นอื่นๆ แล้ว หวังว่า Samsung จะเปิดให้มีตัวเลือกเช่นนี้อีกในรุ่นต่อๆ ไป ตามที่ได้ยืนยันว่าจะออกรุ่นเรือธงราคาเป็นมิตรในสไตล์ S20 FE ทุกปี

ที่มา - SamMobile

Readmore...

AOC นักการเมืองหญิงสหรัฐฯ ไลฟ์เล่น Among Us ใน Twitch คนดู 439,000

21 ตุลาคม 2020 4:49:55

จากประเด็น Alexandria Ocasio-Cortez หรือ AOC สส.หญิงสหรัฐฯ โพสต์ในทวิตเตอร์ว่า อยากจะสตรีมเล่นเกม Among Us ใน Twitch เพื่อกระตุ้นคนไปโหวตเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ล่าสุดมีการไลฟ์เล่นเกมกับสตรีมเมอรืชื่อดังบางรายแล้ว มีคนดูไลฟ์ในช่องของ AOC ถึง 439,000 วิว และนี่ยังถือเป็นการไลฟ์เล่นเกมครั้งแรกของเธอด้วย

สตรีมเมอร์ที่เล่นเกมไปพร้อมกับ AOC มี Hasan Piker, Pokimane, Dr Lupo, Disguised Toast, Moistcr1tikal, Myth, Mxmtoon และ Jacksepticeye รวมถึง สมาชิกสภาคองเกรส Ilhan Omar ด้วย ซึ่งถ้ารวมจำนวนการรับชมจากช่องของสตรีมเมอร์คนอื่นเป็นจำนวนราว 600,000 วิว

โดย AOC ถือเป็นสตรีมเมอร์ที่มียอดคนดูไลฟ์ในช่องตัวเอง ณ ขณะที่ไลฟ์สูงสุดเป็นอันดับที่สามของ Twitch

No Description

ที่มา - Kotaku

Readmore...

2K ชี้แจง โฆษณาก่อนเข้าแมตช์ในเกม NBA 2K21 "เป็นเรื่องไม่ตั้งใจ"

21 ตุลาคม 2020 4:48:21

จากกรณี NBA 2K21 แทรกโฆษณาในเกมแบบกดข้ามไม่ได้ ทางต้นสังกัด 2K Games ออกมาชี้แจง (หรือเปล่า?) ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ตั้งใจให้เกิด

2K Games บอกว่าโฆษณาที่ขึ้นมาแทรกเป็นส่วนหนึ่งของ 2KTV ที่มีโฆษณามาหลายปีแล้ว (แปลว่ายอมรับกันไปเถิด) แต่โฆษณารอบล่าสุดนั้นกระทบกับประสบการณ์ของผู้เล่น เพราะโฆษณานี้ไม่ควรขึ้นแสดงตอนฉากแนะนำก่อนเริ่มแมตช์แข่งขัน

2K Games บอกว่าจะแก้ไขปัญหานี้ในการอัพเดต episode ถัดๆ ไป และขอขอบคุณสำหรับความคิดเห็นจากแฟนเกม

แน่นอนว่าคำชี้แจงแบบไม่ค่อยกระจ่างมากนักของ 2K ย่อมโดนแฟนๆ ตามถล่มกันต่อไป

No Description

ที่มา - IGN

Readmore...

Firefox 82 ออกแล้ว ถอดรหัสวิดีโอด้วยฮาร์ดแวร์บนวินโดวส์ ปรับปุ่ม Picture-in-Picture

21 ตุลาคม 2020 4:38:20

Mozilla ออก Firefox 82 เวอร์ชันเดสก์ท็อป มีของใหม่ดังนี้

  • ปุ่มเข้าโหมด Picture-in-Picture ปรับหน้าตาใหม่สวยขึ้น เพิ่มปุ่มลัด Option + Command + Shift + [ บนแมค
  • Firefox บนวินโดวส์จะเรียกใช้ DirectComposition เพื่อถอดรหัสวิดีโอด้วยฮาร์ดแวร์ ลดพลังซีพียูและประหยัดแบต
  • ปรับปรุงเอนจินแสดงผลเพิ่มเติม เว็บไซต์ที่ใช้เลย์เอาต์แบบ flexbox จะโหลดเร็วขึ้น 20%
  • การเปิดโปรแกรมใหม่แล้วเรียกคืนหน้าแท็บชุดเดิม (restore session) เร็วขึ้น 17%, เปิดหน้าต่างใหม่เร็วขึ้น 20% บนแพลตฟอร์มวินโดวส์

ที่มา - Mozilla

No Description

Readmore...

Microsoft Edge for Linux เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว

21 ตุลาคม 2020 4:25:34

ไมโครซอฟท์เปิดให้ดาวน์โหลด Microsoft Edge for Linux ตามที่เคยสัญญาไว้

Microsoft Edge for Linux ยังเป็นรุ่นทดสอบ Dev Channel มีแพ็กเกจทั้งแบบ .rpm และ .deb ใช้งานได้บน Ubuntu, Fedora, Debian, openSUSE สามารถดาวน์โหลดเป็นไฟล์แยกมาติดตั้งเอง (จาก Edge Insider) หรือจะผ่าน repository ของไมโครซอฟท์ ก็ได้เช่นกัน

ไมโครซอฟท์บอกว่าจะปล่อย Dev Channel ใหม่ทุกสัปดาห์ ตอนนี้ Edge บนลินุกซ์ยังมีฟีเจอร์พื้นฐานให้ครบถ้วน แต่ยังขาดฟีเจอร์ซิงก์ข้อมูลผ่านบัญชี Microsoft Account หรือ Azure AD แบบที่แพลตฟอร์มอื่นมี

ที่มา - Microsoft

Readmore...

ที่ชาร์จไร้สาย MagSafe ใช้กับ Galaxy S20 หรือ Pixel 5 ได้ แต่ได้แค่ 7.5W

21 ตุลาคม 2020 4:09:22

XDA-Developers นำที่ชาร์จ MagSafe มาทดสอบกับมือถือแอนดรอยด์ ในบทความ Hands-On พบว่าแม่เหล็กบน MagSafe สามารถดูดติดกับหลังเครื่อง Samsung Galaxy S20 FE, และ Galaxy Z Fold 2 ได้ และใช้ชาร์จแบบไร้สายสำหรับมือถือที่รองรับระบบ Qi ได้ แต่ชาร์จได้ที่ 7.5W ไม่ใช่ 15W แบบบนตระกูล iPhone 12

นอกจากนี้ในคลิป Unboxing ของ Youtuber อย่าง Zollotech หรือ Maques Brownlee ก็พบว่าที่ชาร์จ Magsafe สามารถดูดติดและชาร์จ Pixel 5 ได้เช่นกัน น่าสนใจว่าในอนาคตจะมีอุปกรณ์คล้ายกันแบบนี้ หรือมีมือถือที่ใช้ระบบชาร์จไร้สายพร้อมแม่เหล็กแบบนี้เพิ่มขึ้นมามากแค่ไหน

ที่มา - XDA-Developers

No Description

Readmore...

ฟีเจอร์ปรับรูปด้วย Portrait Light บน Pixel 5 เริ่มอัพเดตให้ Pixel รุ่นเก่าแล้ว

21 ตุลาคม 2020 4:02:11

Google เริ่มปล่อยฟีเจอร์ Portrait Light สำหรับปรับแสงรูปหลังถ่ายบน Google Photos ที่ออกมาบน Pixel 5 และ Pixel 4a ให้กับ Pixel รุ่นเก่าแล้วผ่าน Google Photos

การทำงานของ Portrait Light ยังคงขายความสามารถของ machine learning ของ Google นอกเหนือจากการใส่เอ็ฟเฟ็คโบเก้หลังถ่าย และด้วย Portrait light ผู้ใช้งานสามารถปรับเลือกแสงเพื่อเพิ่มความสว่างของใบหน้า พร้อมสร้างเงาและแสงสะท้อนให้แบบเรียลไทม์

ที่มา - xda

Readmore...
ITSC CMU Logo
ITSC CMU ©Copyright 2018 All rights reserved.

วิสัยทัศน์ 2560-2564

"เป็นศูนย์กลางแห่งการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล"

Information Technology Service Center, Chiang Mai University
239, Huay Kaew Road,Muang District,
Chiang Mai, Thailand, 50200

สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ 50200

+66 53 943811, +66 53 943827-28
+66 53 216747, +66 53 943818